ร้านหนังสือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจ

ร้านหนังสือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจ ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปใน New Gen

ร้านหนังสือในประเทศจีน

Digital Disruption เป็นคำที่พูดกันปากต่อปากมากขึ้น ยิ่งช่วงหลังภาวะโควิด-19 ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การคาดการณ์และการทำนายสิ่งต่าง ๆ ที่ในสมัยก่อนที่เคย “รุ่งโรจน์” กลับกลายเป็น “โรยรา” ของที่ดีในเมื่อวาน แต่วันนี้แต่ในอนาคตอาจจะไม่ดี จนเราอาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เห็นอีกต่อไป

บทความนี้ผมขอพูดถึงธุรกิจหนึ่งที่ผู้เขียนเคยเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจมายาวนานนั่นคือ “ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์” และ “ร้านหนังสือ” เราต่างรู้ดีว่าในคนภูมิภาคเอเชียนั้นเป็นนักอ่านตัวยง แต่กระแสการอ่าน electornic book (e-book) กลับมีมากขึ้น จนทำให้การอ่านหนังสือในร้านหนังสือกลายเรื่องของคนยุคก่อน จนเป็นเทรนด์ขาลงของกิจการสื่อสิ่งพิมพ์หลายราย บ้างก็ไปไม่รอด พากันปรับตัวไปขายกันแบบออนไลน์กันเกือบ 100% หรือปิดตัวลง จึงขอยกกรณีศึกษาร้านหนังสือ bookstore ในประเทศจีนที่โตสวนกระแส Digital Disruption ทั่วโลกแบบก้าวกระโดด

[wp_ad_camp_1]

ความเปลี่ยนแปลง

โลกเปลี่ยนไปเมื่อความคิดเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การอยู่รอดของร้านหนังสือ Zhongshuge Minhang Bookstore ในเซียงไฮ้นั้น ทำให้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรกเริ่มคือ การ Transform และ Cross Industry ในหลายธุรกิจเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ร้านหนังสืออีกต่อไป

หลายคนคงเคยเดินเข้าร้านหนังสือ เข้าไปแล้วมีชั้นวางหนังสือหลายชั้นเต็มไปหมด ชอบเล่มไหนก็หยิบซื้อแล้ว ให้พนักงานห่อปกพลาสติกเอากลับไปที่บ้าน หรืออยากประหยัดก็นั่งอ่านกันตรงนั้นแหละ หลบๆ หน่อย ซอกที่คนไม่ค่อยเดินผ่าน บางคนก็ไม่แน่ใจว่าหนังสือมันดีคุ้มค่ากับการซื้อไปไหม หรือเด็กๆ ที่รักการอ่านแต่ไม่มีกำลังซื้อ ก็ต้องไปแอบอ่านตามมุมของร้าน

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ร้านหนังสือกลับ “ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ” พฤติกรรมคนเปลี่ยน ผู้คนมีสิ่งที่สนใจมากมายทั้ง social media ข้อมูลทุกอย่างวันละล้านๆ คอนเทนต์วิ่งตรงไป feed ผู้คนจนทำให้คนหาเหตุผลไม่ได้ว่า “ทำไมชั้นจะต้องเข้าร้านหนังสือ” แหมก็อ่านออนไลน์ถูกกว่าตั้งเยอะ google ก็มีนะเรื่องพวกนี้ ฯลฯ

ธุรกิจจึงเกิดการ “ปรับตัว” ครั้งใหญ่ การสร้างสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจนั้น เอื้อต่อผู้คนที่ชอบความทันสมัย ไลฟ์สไตล์ที่ตรงใจ ผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์ที่แสนจะลงตัว การพัฒนาสภาพแวดล้อมเหล่านี้เอง ทำให้ร้านหนังสือ ไม่ใช่แค่ร้านหนังสืออีกต่อไป แต่มันเป็นการผสมที่ลงตัวระหว่าง ความเป็นอยู่ ธรรมชาติของมนุษย์ เนเจอร์ของผู้คนของย่านนั้น ๆ และสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวัตถุ หรือด้วยอารมณ์ก็ตาม เช่น พวกงานศิลป์ หรือการตกแต่งภายใน

การสร้างประสบการณ์ที่ดี

ใครจะคิดว่า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ พื้นที่ที่เป็น Space สำหรับนั่งอ่านได้อย่างไม่เคอะเขิน จะเข้ามาอยู่ในร้านหนังสือได้ ทำให้กลุ่มที่เป็นนักอ่าน ไม่ปฏิเสธการเดินเข้ามา และกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่หรือคนที่ไม่คิดด้วยซ้ำไปว่า จะเดินเข้าร้านหนังสือ ก็ยังสามารถเดินไปหยิบฉวยมาอ่านเล่นโดยไม่แคลงใจ ทั้งยังสามารถนำโทรศัพท์ Macbook, Laptop มาชาร์ทตอนนั่งอ่าน หรือใช้งานเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม และยังมีบริการเซอร์วิสที่เป็นกันเอง (ในสมัยก่อนนั้นของไทยบางรายไล่ลูกค้าที่ยืนอ่านนะครับ) จนทำรู้สึกอับอายและเดินออกไป นั่นก็เป็นกลยุทธ์ของแต่ละร้านค้า ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดี และไม่ดีต่อลูกค้า ผลลัพท์ก็จะเป็นไปตามกลไกของผู้บริโภคนั่นเอง เมื่อผู้คนเป็นคนกำหนดก็ทำให้ผู้เยี่ยมชมธรรมดา อาจจะกลายมาเป็นลูกค้าได้โดยง่ายในที่สุด

ไม่ต้องแอบอ่านกันอีกต่อไป

ร้านหนังสือในบางประเทศ มีการสร้างเป็นเหมือน Community Mall เล็กๆ แต่เป็นร้านหนังสือที่สามารถยืน นั่ง อ่านได้ทั้งวัน กินข้าว นั่งฟังสัมมนา ดูงานศิลปะที่มี Calendar จัดไว้ตามตาราง มีจุดพักผ่อน งีบเอนหลัง เรียกว่าไม่ต้องไปไหนกันเลย ซึ่งมันถูกจริตของหนอนหนังสืออยู่ไม่น้อย

สร้างผลลัพท์ทางธุรกิจ

การปรับปรุงธุรกิจย่อมมีการลงทุน และผลลัพท์ก็สะท้อนออกมาให้เห็นว่า ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในจีนเติบโตเฉลี่ยได้มากกว่า 10% โดย 2-3 ปีที่ผ่านมากลายเป็นกระแสการเปิด ร้านหนังสือที่สวยงามยิ่งใหญ่อลังการ และฟังก์ชั่นครบเครื่อง ทำให้มีจุดคุ้มทุนได้ไม่ยาก เราอาจเห็นภาพสวย ๆ ของร้านหนังสือในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้ผ่านทาง Instagram ของช่างภาพระดับโลกหลายคนที่ช่วยโปรโมทกันแบบฟรีๆ เพราะความอลังการของร้านนั่นเอง (ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก)

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง

นับแต่นั้นมา…พฤติกรรมชาวจีนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชาวจีนยุคใหม่พากันเข้าร้านหนังสือ และมีความคิดที่จะไปเที่ยวร้านหนังสือในวัดหยุด แทนการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวหรือเดินตากแอร์แก้เซ็งตามห้างสรรพสินค้า และนี่คือสิ่งหนึ่งที่สะท้อนการ Transform ของธุรกิจได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปพร้อม ๆ กับการขับเคลื่อนธุรกิจ

ซึ่งในไทยก็เราก็อาจเห็นมาบ้างแล้ว เช่น สยามพารากอน หรือเซ็นทรัลเฟสติวัล อิสวิลล์ที่เป็นส่วนของ B2S ที่พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยการสร้างประสบการณ์ในการบริการให้เหล่าหนอนหนังสือ ด้วยเป้าหมายที่ว่าทำอย่างไรให้ผู้คนอยู่ในร้านได้นานที่สุด ให้ความรู้สึกเป็น Community แทนที่จะทำอย่างไรให้ขายหนังสือให้ได้มากที่สุด แบบในสมัยก่อน

ยังมีหลายคนเหมาไปเองว่า Digital Disruption คือ ความเปลี่ยนแปลง (กลัว) ว่าตัวเองจะไปไม่รอด เมื่อมีเทคโนโลยีใดที่อาจจะมาขวางกั้นธุรกิจ หน้าที่การงาน หรือความคิดเราไว้ ไม่ให้ไปต่อข้างหน้าได้โดยง่าย และเติบโตได้ไม่ทันกระแสโลก เราลองมองกลับอีกด้าน ลองปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการคิดแบบนอกกรอบ กล้าใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ใช้จิตนาการผสมกับความรู้และทักษะที่เรามี เชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจคุณได้อย่างทัน “กาล” และ “เวลา” โดยไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างแน่นอน

[wp_ad_camp_2]


Related Post